หน้าแรก
ประวัติความเป็นมา
วิสัยทัศน์ /พันธกิจ
ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป
ข้อมูลหมู่บ้าน
อำนาจหน้าที่
สถานที่สำคัญ
ที่ทำการ อบต.ท่าเจ้าสนุก

โครงสร้างอบต.ท่าเจ้าสนุก
คณะผู้บริหาร อบต.ท่าเจ้าสนุก
สมาชิกสภา อบต.ท่าเจ้าสนุก
สำนักปลัด
กองคลัง
กองช่าง
งานป้องกันและบรรเทา
    สาธารณภัย

กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน
อาสาสมัคร อสม.
อาสาสมัคร อปพร.
สภาเด็กและเยาวชน.

การแถลงนโยบายต่อสภา
ยุทธศาสตร์การพัฒนา
ข้อบัญญัติตำบล
ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
แผนพัฒนาตำบล
แผนดำเนินการประจำปี
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
แผนอัตรากำลัง
แผนการใช้จ่ายงบประมาณ
    รายปี

แผนปฎิบัติป้องกันปราบปราม
    การทุจริตและประพฤติมิชอบ

รายงานการประเมินผลแผน
รายงานการจัดเก็บรายได้
รายงานการเงินประจำปี
รายงานแสดงรายรับ-รายจ่าย
รายงานแสดงฐานะทางการเงิน
รายงานแผนการใช้จ่ายเงินรวม
    รายไตรมาส

รายงานผลการดำเนินงาน
    รายไตรมาส

แผนการจัดหาพัสดุ
รายงานผลประกาศสอบราคา
รายงานผลผู้ชนะการจัดซื้อ
    จัดจ้างรายไตรมาส

สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้าง
ประกาศกำหนดสมัยประชุม
ประกาศเรียกประชุมสภาฯ
รายงานการประชุมสภาฯ
รายงานประชุมคณะผู้บริหาร
 
การประเมินความเสี่ยง
     การทุจริตประจำปี

ข้อมูลเชิงสถิติเรื่องร้องเรียน
     การทุจริตประจำปี

เจตจำนงสุจริต
แนวปฏิบัติการจัดการ
     เรื่องร้องเรียนการทุจริต

แผนปฏิบัติการป้องกัน
     การทุจริต

 
มาตราการส่งเสริมคุณธรรม
  ความโปร่งใสภายในหน่วยงาน

การดำเนินงานตามมาตราการ
  ส่งเสริมคุณธรรมความโปร่งใส
 ภายในหน่วยงาน

องค์ความรู้ที่ใช้ในองค์กร
พรบ/กฏระเบียบกระทรวง
สาระน่ารู้/อกสารเผยแพร่
แบบฟอร์มคำร้องทั่วไป
ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์
ศูนย์ร้องเรียนการทุจริต
ตู้รับฟังความคิดเห็นประชาชน
สถิติการให้บริการประชาชน
ผลการสำรวจความพึงพอใจ
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
เบี้ยยังชีพผู้พิการ
ฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น
ระเบียบการรับบริการต่างๆ
ผู้ดูแลระบบ
เฟสบุ๊คอบต.ท่าเจ้าสนุก
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ อบต.ท่าเจ้าสนุก
มาตราฐานการบริหารและการบริการสาธารณะ
หนังสือราชการ สถจ.พระนครศรีอยุธยา
แบบวัดความพึงพอใจ
Visited :
เริ่มนับตั้งแต่
วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เช็คอีเมล์
หน้าหลัก ข่าว กิจกรรม สินค้า OTOP กระดานสนทนา อบต.ท่าเจ้าสนุก ท่องเที่ยว ติดต่อ อบต.
 
 
     
 

 
ความหมาย/ที่มาของตำบล :
องค์การบริหารส่วนตำบลท่าเจ้าสนุก ได้ยกฐานะจากสภาตำบลเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเจ้าสนุก ตามประกาศลงวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2539

           ตำบลท่าเจ้าสนุก  มีความเกี่ยวพันกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากพอสมควร ตามพระราชพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กล่าวถึงรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม กษัตริย์องค์ที่ 21 (ราชวงศ์สุโขทัย) ปกครองกรุงศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ.2153-2171 พระองค์เป็นราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ  ซึ่งมีพี่น้องทั้งหมด 5 พระองค์ คือเจ้าฟ้าสุทัศน์ , เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์(ที่เกิดจากพระมเหสี) และที่เกิดจากพระสนมอีก 3 องค์ คือ พระอินทราชา , พระศรีสิน และพระองค์ทอง  เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเสด็จสู่สวรรคตในปี พ.ศ.2153 เจ้าฟ้าสุทัศน์ ซึ่งเป็นราชโอรสองค์โต ได้สิ้นพระชนม์ชีพก่อนได้ขึ้นครองราชย์ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ ได้ขึ้นครองราชแทน ต่อมาก็ถูกพระอินทราชาทำการยึดอำนาจและปลงพระชนม์ พระอินทราชา ก็ได้เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแทน ทรงพระนามว่า "พระเจ้าทรงธรรม" พระองค์ทรงครองราชย์สมบัติและเสด็จสวรรคตเมื่อปีมะโรง พ.ศ.2171  มีพระชนมายุเพียง 38 พรรษา มีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ พระเชษฐาธิราช และพระอาทิตย์วงศ์

            ในระหว่างครองราชสมบัติ  ผู้ว่าราชการเมืองสระบรี ได้มากราบทูลรายงานสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ให้ทราบว่า "พรานบุญ"  ซึ่งเป็นพรานป่า ออกล่าเนื้อกวางและได้พบรอยเท้าขนาดใหญ่มีน้ำขังอยู่บนเขา "สัจจพันคีรี" หรือ "สุวรรณบรรพต" ด้วยความเมื่อยล้าอ่อนเพลียจึงได้วักน้ำที่ขังอยู่ขึ้นมาล้างหน้าและตัวเพื่อให้คลายความเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย ก็ปรากฏอัศจรรย์แผลและโรคผิวหนังตามตัวที่เป็นอยู่นั้นได้หายไปสิ้น น่าที่จะเป็นรอยประทับพระพุทธบาทขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า กอร์ปกับพระสงฆ์ไทยที่ไปศึกษาพุทธศาสนา ณ ประเทศลังกา ได้ทราบจากฝ่ายสังกาขณะไปนมัสการรอยพระพุทธบาทอยู่ที่เขาสัจจพันคีรี ซึ่งพระพุทธองค์ทรงกดรอยพระบาทไว้คราวเสด็จมาโปรด "สัจจพันคีรีดาบส"  ฤาษีผู้หนึ่งที่ภูเขาแห่งนี้ พระสงฆ์ไทยได้เคยมากราบทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงทราบพระองค์ทรงโปรดฯ ให้เจ้าเมืองต่าง ๆ ออกค้นหารอยพระพุทธบาท เมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทราบความจากทางผู้ว่าราชการเมืองสระบุรีก็ได้เสด็จมาทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง เห็นรอยดังกล่าวมีลายลักษณะเป็นรูปกงจักรประกอบด้วยอัฎฐตรสตมหามงคล 108 ประการตามพระบาลีที่กรุงลังกายืนยันมา  และใกล้เคียงกับรอยพระพุทธบาท ตรงตามพุทธทำนายทุกประการ จึงทรงโปรดฯ ให้สร้างมณฑปน้อย ขึ้นสวมรอยพระพุทธบาทดังกล่าว ภายหลังจึงได้สร้างมณฑปใหญ่ครอบไว้อีกชั้นหนึ่งและทรงโปรดฯให้สร้างพุทธสถานรอบๆ วัดพระราชทานให้เป็นอารามหลวงชั้นเอก นับแต่นั้นมาจึงเป็นพระราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ต้องเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในส่วนของสามัญชนนั้น มีงานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท ปีหนึ่งมี 2 ครั้ง  คือกลางเดือน 3 และกลางเดือน 4

          สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคไปนมัสการรอยพระพุทธบาทตามลำน้ำป่าสัก ขบวนเรือต้องเสด็จผ่านอำเภอนครหลวง  สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจึงโปรดให้สร้างพระตำหนักเพื่อใช้ประทับพักผ่อนระหว่างทางที่เสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท จ.สระบุรี 

          เมื่อถึงอำเภอนครน้อย (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น "อำเภอท่าเรือ" ในปีพ.ศ.2459) ทรงจอดเรือพระที่นั่งที่นั่น  ทรงโปรดฯ ให้สร้าง "พระตำหนักท่าเจ้าสนุก" ขึ้นมา เพื่อให้ข้าราชบริพารได้ใช้เป็นที่พักผ่อนระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน จึงเรียกว่าอำเภอ "นครน้อย" ซึ่งขบวนเสด็จฯ จะมาถึงบริเวณนั้นก็เวลาเย็น ด้วยความเมื่อยล้าอ่อนเพลีย บรรดาเหล่านางสนมกำนัลและข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ ต่างก็ลงเล่นน้ำกันเป็นที่สนุกสนาน ต่อมาในภายหลังบริเวณนั้นจึงได้ชื่อว่า "ตำบลท่าเจ้าสนุก"  ซึ่งปัจจุบันตัวพระตำหนักดังกล่าวไม่เหลือสภาพเดิมให้เห็นรูปร่างลักษณะ คงมีซากวัสดุเหลือพอสันนิษฐานได้ว่าเป็นพระตำหนักเก่าแก่ก่ออิฐถือปูน เช่น อิฐแผ่น กระเบื้องดิน กองและจมดินอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะจมอยู่ใต้พื้นดินเนื่องจากน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำดื่มน้ำใช้ เป็นหลักฐานที่สำคัญ 1 บ่อ ที่สร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ไว้ให้ข้าราชบริพารได้ใช้ตักดื่มกิน สร้างด้วยอิฐฉาบปูน มีขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 6 เมตร ลึกกว่า 50 เมตร  ที่ผนังภายในบ่อด้านทิศตะวันออก มีซุ้มประตูเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นบ่อลึกมากขุดต่อมาจากใต้แม่น้ำป่าสัก เวลาน้ำขึ้น น้ำในบ่อก็ขึ้นตามจนเกือบเต็ม ข้าราชบริพารก็สะดวกในการตักใช้ดื่มกินไม่ต้องเดินไปตักที่ริมฝั่ง เวลาน้ำลงก็เดินลงไปตักที่ประตูภายในบ่อ ปัจจุบันบ่อดังกล่าวยังคงสภาพใกล้เคียงกับของเดิม แต่ก็ตื้นเขินไปเยอะ  หลักจากพักแรมที่พระตำหนักท่าเจ้าสนุก เป็นเวลา 1 คืน ในวันรุ่งขึ้นพระเจ้าทรงธรรม พร้อมด้วยข้าราชบริพารได้เสด็จขึ้นฝั่งที่ท่าเกยท้องที่อำเภอท่าเรือ อยู่ฝั่งตรงข้ามปัจจุบันคือบริเวณวัดไม้รวก เพื่อทรงช้างพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอยพระพุทธบาท